เมื่อประมาณสองพันกว่าปีก่อน... คืนวันคริสตมาส  คือค่ำคืนที่เงียบสงบ

เพราะอากาศที่หนาวเหน็บ  ในดินแดนที่ยากแร้นแค้น  ทุกสิ่งจึงเงียบเหงา

เหมือนในเพลง Silent night, Holy night ได้บรรยายไว้....

 

วันนี้  คืนวันคริสตมาสไม่ได้เป็นอย่างเมื่อ 2,000 ปีก่อน

เพราะค่ำคืนวันคริสตมาส  ทุกๆปี  มีแต่ความอึกทึกคึกโครม

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา  ผมกับครอบครัว (และผองเพื่อน) ได้ไปเข้าร่วม

พิธีมิสซาสมโภชพระคริสตสมภพ (ชื่ออย่างเป็นทางการ)

หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า "มิสซาคริสตมาส"  ตามธรรมเนียมของชาวคริสต์ทั่วโลก

ก่อนพิธีมิสซา  มีละครศักดิ์สิทธ์ (Nativity Story) ภาคภาษาไทยให้ดูกันสดๆ

แม้จะไม่ใช่โปรดักชั่นใหญ่โตอย่างบรอดเวย์หรือ west end

แต่นางเอกของเรื่อง (ที่รับบทพระแม่มารีย์) ก็น่ารักพอที่จะกลบข้อเสียทุกอย่างของละครเรื่องนี้ได้อ่ะนะ

 

 

บอกก่อนว่าผมไม่ใช่ชาวคริสต์ประเภท เคร่งศาสนา (ตัวจริงออกจะเหี้ยๆด้วยซ้ำ)

ไม่เคยชักชวนให้ใครเชื่อพระเจ้าด้วยการตลาดเชิงรุกอย่างกับขายแอมเวย์

และผมเอง  ผมก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมดในไบเบิล... 

แต่การเป็นคริสตังโดยกำเนิด  อย่างที่หลายคนนับถือพุทธโดยกำเนิด

ก็ทำให้ผมมีความสุขดี  โดยที่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนศาสนาไปทำไม

(เพราะเปลี่ยนไปก็ทำตามหลักธรรมคำสอนได้ไม่หมดหรอก)

 

 

ดังนั้น  การไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนา  ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเป็นพวกเคร่งศาสนาหรอกนะ

เพียงแต่ว่าไปตามธรรมเนียมประเพณี  แต่แม่งเอ๊ย  พอไปวันนี้  มีเรื่องโดนใจ

ก็บทเทศน์ของคุณพ่อ(หรือบาทหลวง) วันนี้โดนใจสุดๆ

 

 

คุณพ่อได้เล่าถึงความเป็นมาของวันคริสตมาสของแท้และดั้งเดิม

ตั้งแต่การเฉลิมฉลองครั้งแรกที่พระศาสนจักรคาทอลิก (ซึ่งในสมัยนั้น

เป็นนิกายเดียว ยังไม่มีการแยกออกมาเป็นโปรเตสแตนท์ หรือนิกายอื่นเหมือนทุกวันนี้)

ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันประสูติของพระเยซูคริสต์

 

 

การเฉลิมฉลองก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา

จากการเฉลิมฉลองด้วยพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์

กาลเวลาและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ก็ได้เพิ่มเติมสิ่งต่างๆเข้าไป

เช่น การร้องเพลงคริสตมาส (Carols) การแสดงละครคริสตมาส (Nativity)

การประดับต้นคริสตมาส การทำถ้ำพระกุมาร และการมอบของขวัญ

 

 

จนกระทั่งเวลาผ่านไป ถึงศตวรรษที่ 16  เมื่อมีการแยกตัวออกมาของ "โปรเตสแตนท์"

ซึ่งเป็นนิกายที่มีมุมมองต่อประเพณีปฏิบัติและพิธีกรรม รวมถึงหลักข้อเชื่อหลายอย่างที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การที่โปรเตสแตนท์มองว่าการฉลองคริสมาสแบบคาทอลิกดั้งเดิมเป็น

การฉลองที่รับอิทธิพลทางโลก และฟุ่มเฟือย  พวกเขาจึงฉลองคริสตมาสด้วยความอบอุ่น

ช่วงเวลานั้น ก็ได้ทำให้คาทอลิกได้ทบทวนพิธีกรรมการเฉลิมฉลองคริสตมาส

ให้มีคุณค่าและความหมายมากขึ้น....

 

 

แต่ปัจจุบัน  วันนี้  ตอนนี้  ปีนี้  ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ไม่ว่าคาทอลิกหรือ โปรเตสแตนท์

ไม่ว่าชาวคริสต์ หรือ ชาวพุทธ หรือ ชาวไม่มีศาสนา

ต่างก็เฉลิมฉลองวันนี้  "วันคริสตมาส" กันอย่างมีความสุข

แต่เป็นการเฉลิมฉลองที่ "เลอะเทอะ" ที่สุดตั้งแต่มีมาในประวัติศาสตร์

เพราะเป็นการเฉลิมฉลองวันสำคัญแบบ ไม่รู้ความสำคัญ

 

 

มีผับจำนวนมาก  จัดโปรโมชั่นรับวันคริสตมาส เพื่อเรียกลูกค้ามาเที่ยวในค่ำคืนวันนี้

 

มีห้างสรรพสินค้าทุกแห่ง  ประดับประดาต้นคริสตมาสอย่างสวยงาม เพื่อเรียกลูกค้าไปถ่ายรูป เดินห้าง และซื้อของในห้างของตน

 

มีธุรกิจมากมายที่เกี่ยวข้องกับคริสตมาสออกมา  อย่างไม่มีวันจบสิ้น

 

 

และที่สำคัญ  คริสตมาสยังถูกสอดไส้ด้วยอิทธิพลของฮอลลีวูด

 

ด้วยตัวละครอย่าง ซานตาคลอส  หรือ จินตนิยายต่างๆ จนคริสตมาสกลายเป็นภาพลักษณ์ของลุงแก่ๆ อ้วนๆ หนวดเยอะๆ ใส่ชุดสีแดง นั่งเลื่อนกวาง  อะไรเทือกๆนั้น

 

ทั้งๆที่ซานตาคลอส คือ นักบุญองค์หนึ่งในศาสนา ที่ไม่ได้มีหน้าตาและภาพแบบนั้นซักนิด

 

ถ้านักบุญนิโคลัส เจ้าของชื่อ ซานตาคลอส ยังมีชีวิตอยู่  ท่านคงเครียดน่าดู

ที่คนเอาท่านมาแต่งตัวแบบนี้

 

หลังจากคุณพ่อเทศน์จบ  ก็มานั่งคิดๆดูว่า

เราก็ฉลองกันทุกๆปีเนอะ  ไปโบสถ์กันทุกๆปี

พูดเรื่องคริสตมาสกันอยู่ทุกปี

แต่ทำไมถึงลืมสิ่งดีๆ ที่มันควรจะเป็นไปกันหมด

 

 

เมื่อคุณพ่อยกถ้วยเหล้าองุ่น และจานรองแผ่นปังขึ้นในระหว่างพิธีกรรม

(พิธีศีลมหาสนิท อันเป็นการระลึกถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ก่อนที่พระองค์จะถูกประหาร)

ก็ดันเกิดคำถามขึ้นในหัว...   

วันนี้เรากำลังฉลองการเกิดของคนๆหนึ่ง

แม้ในวันเกิดของพระองค์ ยังมีพิธีกรรมที่ระลึกถึงความตายของพระองค์

ที่สื่ออกมาในรูปของแผ่นปังและเหล้าองุ่น 

 

นั่นกำลังสอนสัจธรรมของทุกๆศาสนา

การเกิด  และ  การตาย นั่นเองคับ

 

เมื่อทุกคนต้องตาย  เราก็ควรทำอะไรดีๆไว้บ้างจิงป่ะ

ทำดีทำยังไง  ไม่รู้  แล้วแต่คน  แต่ถ้าถามคริสตังอย่างผม

ศาสนาผมสอนว่า ความดีคือ

ความรัก

การแบ่งปัน

และการให้อภัย

 

3 อย่างที่ครอบคลุมการทำดีทุกอย่าง... 

ถ้าเรารัก...  เราจะไม่มีความเกลียดชัง  เราจะไม่ทำร้าย

ถ้าเราแบ่งปัน...  เราจะเสียสละ  เราจะไม่โลภ  และเราจะไม่ยึดติด

ถ้าเราให้อภัย...  เราจะไม่มีความเจ็บแค้น  เราจะไม่ปองร้าย

สุดท้าย  จิตใจก็เป็นสุข (นั่นคงเป็นผลบุญตามความเชื่อของพุทธสินะ)

 

 

คืนนี้ผมกลับมาบ้านด้วยความสุขอีกวันหนึ่ง...

อย่างน้อย  คริสตมาสวันนี้ก็ทำให้ผมได้คิดอะไรดีๆขึ้นมาบ้าง

เวลามีเรื่องดีๆขึ้นมา  ก็มีความสุข  เลยอยากจะแบ่งปันให้โลกได้รู้

แต่วันนี้คนคงไปฉลองคริสตมาสกันหมดแล้วสินะ

 

ต่อให้บรรยากาศข้างนอกจะสนุกสนานแค่ไหน

ผมไม่ไปไหนหรอก....

เพราะ

Every day we love, every day we give, it's Christmas!!

สุขสันต์วันคริสตมาสคับทุกคน!!!

 

edit @ 25 Dec 2009 14:31:48 by Dhaya

Comment

Comment:

Tweet

โบสถ์เดียวกับที่เราไปเลยจ้า

พ่อเทศน์ดีมาก (คุณพ่อยอดพัฒนา ตั้งแต่ย้ายมา ทำอะไรเยอะแยะเลย)

ตระหนักถึงเรื่องราวแบบนี้ขึ้นเยอะ

ถ่ายทอดดีมากค่ะ

แล้วเจอกันที่โบสถ์นะ...

#5 By เอิง (182.52.219.23) on 2011-01-09 10:11

Merry Christmas ~
เขียนได้ดีจังเลยค่ะ
อ่านแล้วได้ข้อคิดและได้ยิ้มๆด้วย
surprised smile surprised smile

#4 By [[ FunGi ]] on 2009-12-25 03:23

ขอขอบคุณสำหรับบล๊อคดี ๆ ที่อ่านแล้วยิ้มได้บล๊อคนึงนะคะ

#3 By แพนด้า500 on 2009-12-25 03:13

Merry Christmas

Wish you have good year!!


big smile

#2 By Mayoiitingweii on 2009-12-25 02:54

Merry คริสมาสต์เช่นกันจ้า..........big smile

#1 By a1 on 2009-12-25 02:53